การปลูก และแปรรูปข้าว เพื่อก้าวสู่ “มาตรฐานข้าวยั่งยืน”

ในยุคที่ดิจิตอลครองโลก การปรับตัวให้เข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องปรับตัว

สำหรับชาวนาไทยในยุคนี้ไม่เพียงแต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) แต่ยังต้องเรียนรู้ และปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืน (SRP: Sustainable Rice Platform) อีกด้วย

เพราะหากไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานนี้ได้ ในอนาคตอาจต้องปลูกข้าวไว้เพียงเพื่อกินเอง กับขายได้แค่ภายในประเทศเท่านั้น การส่งขายตลาดต่างประเทศ จะกลายเป็นเรื่องยาก เพราะมาตรฐานการผลิตข้าวที่ยั่งยืน จะนำเรื่องการปลูกข้าวก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน มาเป็นเครื่องมือตัวใหม่ในการกีดกันทางการค้านั่นเอง

จากกรณีศึกษา การประยุกต์ใช้มาตรฐานสากลเรื่องข้าวยั่งยืน SRP: Sustainable Rice Platform กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 บ้านโนนจิก จ.อุบลราชธานี พบว่าในภาพรวม เกษตรกรไม่มีการเผาตอซัง ฟางข้าว ไม่ใช้สารเคมี ใส่ปุ๋ยเคมีอินทรีย์ ทำให้มีคะแนนความสอดคล้องตามข้อกำหนดเบื้องต้นอยู่ระหว่าง 60-78% จากนั้น มีการจำแนกข้อบกพร่องและข้อปรับปรุง จัดให้มีการอบรมเรื่องการตีความข้อกำหนดมาตรฐานข้าวยั่งยืนในทางปฏิบัติ การใช้สารเคมี และการใช้ปุ๋ยสังตัด รวมทั้งการจัดบันทึกกิจกรรมการทำนา ตลอดจนให้ความช่วยเหลือในการจัดทำเอกสารระบบควบคุมภายใน ทำให้ผลการประเมินควบคุมระบบภายในได้คะแนน 88.88% และการประเมินความสอดคล้องตามข้อกำหนดได้คะแนน 91.75% ได้รับการรับรองการปลูกข้าวที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำเอกสารตีความข้อกำหนด เพื่อเทียบเคียงข้อกำหนดมาตรฐานข้าวยั่งยืนของประเทศไทยกับมาตรฐานสากล โต้ตอบประเด็นซักถามกับทางฝ่ายเลขานุการ และปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสมาชิกเวทีข้าวยั่งยืน

การประยุกต์ใช้กรอบการประเมินความยั่งยืนด้านอาหารและเกษตร (SAFE: Sustainability Assessment of Food and Agriculture Systems) ในผลิตภัณฑ์แปรรูปข้าว

  • มิติด้านกำกับดูแล พบว่ากลุ่มเกษตรกรมีการกำหนดเป้าหมายและแนวทางการดำเนินการ ส่วนโรงงานแปรรูปมาตรฐานระบบการจัดการด้านความปลอดภัยอาหาร และมีการควบคุมดูแลที่ดี รวมทั้งมีการบันทึกข้อมูลการผลิตและวิเคราะห์ต้นทุน ในขณะที่โรงงานแปรรูปขนาดเล็กมาก ไม่มีการจัดทำแผนการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน
  • มิติด้านสิ่งแวดล้อมพบว่า กลุ่มเกษตกรส่วนใหญ่ไม่มีการตั้งเป้าหมายลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม เกษตรกรบางรายมีการปฏิบัติเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการไม่ใช้สารเคมี การไม่เผาฟางข้าว การใช้ปุ๋ยคอกและทำปุ๋ยหมัก
  • มิติด้านเศรษศาสตร์ พบว่ากลุ่มเกษตกรมีการบันทึกต้นทุนการผลิต และคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ สามารถกำหนดราคา หรือต่อรองราคาได้
  • มิติด้านสังคม พบว่าเกษตรกรโรงสี และโรงงานแปรรูป มีการปฏิบัติตามกฏหมายแรงงาน ดูแลสิทธิพื้นฐานของแรงงาน

การประยุกต์ใช้ มาตรฐานสากลเรื่องการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA: Life Cycle Assessment) และประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco Efficiency) ของผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูปจำนวน 6 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1.ผลิตภัณฑ์ข้าวสารบรรจุถุง

2.เส้นสดก๋วยเตี๋ยวสด

3.น้ำมันรำข้าว

4.ฉวนกันความร้อนอัพไซเคิลจากฟางข้าว

5.ภาชนะบนโต๊ะอาหารอัพไซเคิลจากแกลบ

6.สบู่เหลวน้ำนมรำข้าว

ทั้งนี้ พบว่าผลิตภัณฑ์สบู่เหลวน้ำนมข้าว มีค่าดัชนีบ่งชี้สมรรถนะเชิงสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ำที่สุด ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อนอัพไซเคิลจากฟางข้าว มีค่าดัชนีบ่งชี้สมรรถนะเชิงสิ่งแวดล้อมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงที่สุด ส่วนค่าประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจของผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อนอัพไซเคิลจากฟางข้าว มีค่าประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจสูงที่สุด เนื่องจากราคาขายของฉนวนกันความร้อนอัพไซเคิลจากฟางข้าวมีราคาที่สูงกว่า และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ต่ำ ดังนั้นควรผลักดันการแปรรูปข้าว สู่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ ในขณะที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ข้าวแปรรูปที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

1.ระดับเกษตรกร

  • การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์มาตรฐานข้าวยั่งยืน มกษ.4408 รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์เชิงปฏิบัติการ ดำเนินการตามข้อกำหนดมาตรฐานข้าวยั่งยืนในวงกว้าง
  • การส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรผู้ปลูกข้าว เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเข้าใจ กระตุ้นการเข้าถึงเทคโนโลยีในการปลูกข้าวตามหลักวิชาการ ในการยกระดับเข้าสู่มาตรฐานข้าวยั่งยืน มกษ.4408 ที่เทียบเคียงกับ Global SRP โดยการคัดเลือกพื้นที่และกลุ่มเกษตรกรที่มีศักยภาพ ได้แก่ ความเป็นผู้นำกลุ่มที่ดี ความสามัคคีของกลุ่ม แรงจูงใจในการดำเนินการตามมาตรฐานการปลูกข้าวยั่งยืน ไม่ใช่เพื่อการขายและคาดหวังราคาพิเศษ แต่เป็นการเรียนรู้เทคโนโลยีการปลูกข้าวตามหลักวิชาการ ลดต้นทุน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • การสร้างแรงจูงใจ ได้แก่
  1. การทำการตลาด ผ่านการประสานงานกับ Global SRP ในการจัด Marketing Development Webinar เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรและผู้ซื้อข้าวยั่งยืนทั้งในและต่างประเทศ และสนับสนุนการเจรจาตกลงซื้อขาย
  2. การตั้งราคาขายข้าว SRP ให้สูงกว่าราคาขายข้าวทั่วไป อย่างน้อยร้อยละ 10-12 เนื่องมาจากต้นทุนการขอใบรับรอง SRP
  3. การซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากนาข้าวยั่งยืน โดยการส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวยั่งยืนในการพัฒนาข้อเสนอโครงการ T-VER สาขาการเกษตร จะทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสองทาง คือ ต้นทุนการผลิตที่ลดลง ราคาขายข้าวที่เพิ่มขึ้น และรายได้เพิ่มจากคาร์บอนเครดิต

2.ระดับผู้ประกอบการโรงสีข้าว

  • การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์มาตรฐานข้าวยั่งยืน มกษ.4408 รวมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ และประสบการณ์เชิงปฏิบัตการดำเนินการ ตามข้อกำหนดมาตรฐานข้าวยั่งยืนในวงกว้าง
  • การส่งเสริมให้โรงสียกระดับเข้าสู่มาตรฐานข้าวยั่งยืน โดยเฉพาะโรงส่งออกที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับพื้นที่ผู้ปลูกข้าวยั่งยืน เพื่อให้สามารถรวบรวมข้าวยั่งยืนในปริมาณมาก และตอบสนองความต้องการทางการตลาดได้ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์
  • การสร้างแรงจูงใจทางการตลาด ได้แก่ การจับคู่กับโรงงานแปรรูปข้าว ที่ต้องการจัดซื้อข้าวยั่งยืนไปแปรรูป

3.ระดับผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูป

  • การส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา LCA, Eco-efficiency ของผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูป ตั้งแต่ขั้นตอนของการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวแปรรูป เพื่อให้ได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ในการตัดสินใจในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ข้าวแปรรูป
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์และพัฒนาธุรกิจ โดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดและผู้บริโภค รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร

4.ระดับหน่วยงานรัฐที่ดูแลเรื่องนโยบาย

  • การประยุกต์ใช้มาตรฐานข้าวยั่งยืน มกษ.4408 เพื่อส่งเสริมการตลาดข้าวไทย และใช้เป็นเครื่องมือยกระดับความยั่งยืนของการตลาดข้าวไทย และใช้เป็นเครื่องมือยกระดับความยั่งยืนของการปลูกข้าว ซึ่งเกษตรกรพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อกำหนดมาตรฐานข้าวยั่งยืนไม่ได้เป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องที่ทำอยู่แล้ว (ไม่เผา ไม่ใช้สารเคมี) แต่ต้องการความช่วยเหลือเรื่องการปรับระดับพื้นที่ด้วยเลเซอร์ การจัดซื้อเครื่องอัดฟางข้าวของกลุ่ม การจัดซื้อรถไถเกียวนวดของกลุ่มการตรวจวัดคุณภาพดิน น้ำ การจับคู่กับโรงสี และโรงงานแปรรูปข้าว โดยเกษตรคาดหวังว่า โรงสีและโรงงานแปรรูปข้าว น่าจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่องการตรวจประเมินให้กับเกษตรกร
  • การเร่งพัฒนาผู้ตรวจประเมินมาตรฐานข้าวยั่งยืน มกษ.4408 คู่ขนานไปด้วย เพื่อสนับสนุนระบบการตรวจประเมินและให้การรับรองต่อไป
  • การประยุกต์ใช้กรอบการดำเนินงานตามมาตรฐาน SAFA เพื่อใช้เป็นเครื่องมือการประเมินระดับความยั่งยืนของอุตสาหกรรมข้าว โดยตลอดห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นระบบ
  • การตัดสินใจเชิงนโยบายด้วยข้อมูล LCA, Eco-efficiency เพื่อผลักดันการแปรรูปข้าวสู่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหารที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ ในขณะที่มีมูลค่าเพิ่มสูง รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ข้าวแปรรูปที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ ตลอดจนของเสีย และผลิตภัณฑ์ร่วม มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
  • การใช้ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการปลูกข้าวที่ยั่งยืน เป็นเครื่องมือทางการตลาดในการสื่อสารออกไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดเฉพาะผู้ซื้อในต่างประเทศ และผู้บริโภคในประเทศ พบว่าตัวชี้ดัชนีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับนโยบายการเกษตรยั่งยืน และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน อ้างอิงจากมาตรฐาน SRP ได้แก่ รายได้สุทธิ (Net Income) คือ การเปรียบเทียบรายได้สุทธิต่อพื้นที่ต่อรอบการผลิต ($/ha/crop cycle) ผลผลิต (Productivity) คือ การเปรียบเทียบผลผลิตข้าวเปลือกที่เกิดขึ้นต่อพื้นที่ (kg paddy/ha) การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas: GHG) คือ การประเมินปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตลอดวัฐจักรชีวิตหรือคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของการปลูกข้าว โดยคิดในรูปของข้าวเปลือก (kgCO2e/kg paddy) ส่วนตัวชี้วัดอ้างอิงจากมาตรฐาน SAFA ได้แก่ มิติการกำกับดูแล (ความมีจริยธรรม การทำตามกฏหมาย และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) มิติเศรษศาสตร์ (ต้นทุนการผลิตและประสิทธิภาพการผลิต คุณภาพผลิตภัณฑ์และข้อมูลผลิตภัณฑ์ การลงทุนเพื่อให้เกิดกำไร) มิติสิ่งแวดล้อม (ก๊าซเรือนกระจก คุณภาพแหล่งน้ำ และประสิทธิภาพการใช้น้ำ การนำของเสียจากกระบวนผลิตไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์) และมิติสังคม (สิทธิแรงงาน ความเท่าเทียมคุณภาพชีวิต)สามารถ

 

สอบถามข้อมูลบริการเพิ่มเติมได้ที่ VGREEN KU

ที่มาข้อมูล : บริษัท วีกรีน เคยู จำกัด (VGREEN KU Co., Ltd.)